หลังจากเอาชนะใจบรรดาแฟนเพลงด้วยอัลบั้มเปิดตัว Trouble ในปี 2003 ที่ได้รับแผ่นเสียงทองคำขาวนับไม่ถ้วน นักร้องหนุ่มชาวเซเนกัลก็กลับมาพร้อมเรื่องราวจากประสบการณ์ที่มากขึ้นกว่าเดิมซึ่งอัดแน่นอยู่ในอัลบั้มชุดที่สองของเขา Konvicted ถ้าอัลบั้ม Trouble คือบทกวีแห่งการไถ่บาปของ เอค่อน Akon (ก่อนจะเริ่มอาชีพบนถนนสายดนตรี เขาเคยติดคุกในข้อหาขโมยรถมาก่อน) อัลบั้ม Konvicted ก็น่าจะเป็นการเกิดใหม่อีกครั้งของเขา ตอนนี้ภารกิจของเขาคือปฏิวัติตัวเองเสียใหม่ผ่านทางดนตรีแห่งการพ้นทุกข์ แม้ซิงเกิ้ลฮิต "Locked Up" จะสร้างชื่อเสียงให้เขา แต่ความเฉียบคมที่เต็มเปี่ยมด้วยความหลากหลายกลับปรากฏเด่นชัดอยู่ในอัลบั้มชุดที่สองของเขา ในอัลบั้ม Konvicted เขาได้โปรดิวซ์และแต่งเพลง 11 เพลงจากทั้งหมด 12 เพลง อัลบั้มชุดนี้มีบทเพลงที่เขาได้บันทึกเสียงร่วมกับศิลปินชื่อดังอย่าง Eminem (อยู่ในซิงเกิ้ลแรก "Smack That"), Snoop Dogg (ในเพลง "I Want to Love You") และกับ Styles P. (ซึ่งเป็นผู้เรียบเรียงซิงเกิ้ลฮิตเพลงแรก "Locked Up" ให้ เอค่อน Akon) อัลบั้ม Konvicted คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดนตรีข้างถนน ความคิดริเริ่มในห้องอัดและความรู้รอบตัวเพื่อสร้างสรรค์หนึ่งในอัลบั้มที่จริงใจที่สุดของปี 2006 "Smack That" คือเพลงบ้าระห่ำเต็มเปี่ยมด้วยพลังที่มีองค์ประกอบของเพลงเต้นรำในคลับอยู่อย่างครบถ้วน แถมยังได้เนื้อเพลงบาดหูจากเจ้าพ่อเพลงแร็พ Eminem มาเสริมทัพให้มันส์ขึ้นไปอีก เอค่อน Akon ได้เจอกับ Eminem ไม่นานหลังร่วมงานกับ Obie Trice ในเพลง "Snitch" ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนกันในเวลาที่รวดเร็ว "ผมรู้ทันทีว่าอยากได้ Eminem มาร่วมร้องในเพลงนี้ แต่เขาระวังตัวมากกับการไปปรากฎตัวบ่อยเกินไปในเพลงของคนอื่น ตอนที่เขาโทรมาบอกว่าพร้อมจะเข้าห้องอัดแล้ว ผมรู้ว่าผมโชคดีสุดๆ ผมรีบนั่งเครื่องบินไฟท์แรกไปดีทรอยต์ทันที" เอค่อน Akon กล่าว อีกหนึ่งบทเพลงที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือเพลงต่อต้านแก๊งอันธพาลอย่างเพลง "Runnin'" เพลงนี้มาจากการที่เขาหวนระลึกถึงเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Super Fly ของตำนานเพลงโซล Curtis Mayfield ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความจริงใจ เขานึกถึงการดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ เมื่อเขาร้องว่า "ผมเบื่อที่ต้องคอยวิ่งหนีกฎหมาย" น่าขันที่เพลงสุดแสนไพเราะนี้ถูกแต่งขึ้นมาในขณะที่ Akon ยังติดคุกอยู่ "นี่คือเพลงที่คุณสัมผัสได้เพราะมันคือเรื่องจริง" เอค่อน Akon กล่าวเปิดใจ "ผมหมายความตามคำพูดที่ร้องออกมาทุกคำ" ด้วยการทำงานที่เจริญรอยตามแนวทางของศิลปินรุ่นบุกเบิกอย่าง R. Kelly เขาได้เปลี่ยนจากการเล่าเรื่องที่ดิบเถื่อนมาสู่เพลงแดนซ์เขย่าฟลอร์และเพลงบัลลาดที่สร้างแรงดลใจให้ผู้คนด้วยท่อนเพลงร้องผสมแร็พที่เฉียบคม นอกจากนี้ เอค่อน Akon ได้ทำหน้าที่ร้องประสานในเพลงของตัวเองอีกด้วย "ผมไม่ได้มีเป้าหมายที่จะยกย่องเชิดชูชีวิตในด้านมืด แต่แก๊งอันธพาลก็เป็นคนเหมือนกัน พวกเขามีครอบครัว มีลูก ผมพยายามชี้ให้เห็นว่าในด้านมืดนั้นก็ยังมีด้านสว่างอยู่ ผมห้ามให้ใครทำอะไรไม่ได้ แต่ผมเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเขาได้" ในขณะที่เนื้อเพลงของ เอค่อน Akon ยังคงเข้มข้นไม่เปลี่ยน เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยว่ามีความคิดสร้างสรรค์ในด้านการผลิตผลงาน เขาไม่กลัวที่จะใส่กลิ่นไอเพลงป๊อปอย่างเสียงเปียโนและไวโอลินลงไป ดังจะเห็นได้จากเพลงบัลลาดหลอนหูสุดเลิศ "Never Took the Time" "เวลาแต่งเพลง ผมพยายามทำดนตรีที่ฉีกแนวไปจากตัวเอง" เอค่อน Akon เผยที่มาให้ฟัง "ในวงการดนตรีตอนนี้ โปรดิวเซอร์มีหน้าที่ผลักดันให้เกิดสไตล์เพลงที่หลากหลาย" จากการทำงานในสตูดิโอของเขาเองที่แอตแลนต้า เพลงที่น่าจะเป็นเพชรน้ำเอกของอัลบั้ม Konvicted คือเพลงที่ทรงพลังอย่าง "Africa" ด้วยทำนองเพลงที่มีเสียงเพอร์คัสชั่นอันหนักหน่วงที่อุทิศให้บ้านเกิดของเขา เนื้อเพลงที่เขาแต่งกล่าวถึงประเด็นมากมายที่เขาเคยหยิบยกขึ้นมาพูด ตั้งแต่เรื่องการใช้แรงงานทาสไปจนถึงการแบ่งแยกสีผิว "เป้าหมายหนึ่งที่ผมแต่งเพลง "Africa" ขึ้นมาก็เพื่อให้ทุกคนรับรู้ถึงการมีอยู่ของทวีปแอฟริกา" เอค่อน Akon กล่าว ด้วยความยอดเยี่ยมของอัลบั้ม Konvicted ผู้ที่เป็นทั้งเจ้าของค่ายเพลง นักร้อง นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์อย่าง เอค่อน Akon ได้ทลายกำแพงแห่งเสียงดนตรีลง พร้อมกับแสดงให้ทุกคนประจักษ์ถึงความสำคัญของเขาในฐานะผู้นำแห่งจิตวิญญาณในสหัสวรรษใหม่ อัลบั้ม Konvicted จึงเป็นเหมือนไวน์ชั้นดีที่พิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งเวลาผ่านพ้นไป ฝีมือการทำงานของ Akon ก็ยิ่งจัดจ้านขึ้นเรื่อยๆ เอค่อน Akon เป็นบุตรชายของ Mor Thiam ซึ่งเป็นนักตีกลองเพอร์คัสชั่น ในวงดนตรีแจ๊ซ เขาเกิดในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิซซูรี แต่เติบโตที่ประเทศเซเนกัลจนกระทั่งอายุได้ 7 ปี เอค่อน Akon ต้องไปมาระหว่างเซเนกัลและสหรัฐอเมริกาจนถึงอายุ 15 ปี จากนั้นครอบครัวของเขาก็ย้ายมาอยู่รัฐนิวเจอร์ซี่เป็นการถาวร ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่เขาสามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ Wolof ภาษาพื้นเมืองของประเทศเซเนกัล เอค่อน Akon ได้เข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน Snyder High School ที่เมืองเจอร์ซี่ ซิตี้ ซึ่งที่นี่เองที่จุดประกายให้เขารักในดนตรีฮิพฮอพ เพลงแรกที่เขาแต่งและอัดเสียงเองคือ , "Operations of Nature” ตอนอายุ 15 ปี เอค่อน Akon เคยโดนจับเข้าตารางในข้อหาปล้นและขายยาเสพย์ติด ซึ่ง ในคุกนั่นเอง ที่เขาใช้ในการสร้างผลงานเพลง หลังจากออกจากคุกแล้ว เอค่อน Akon ก็เริ่มต้นเขียนเพลงและอัดเสียงอย่างจริงจัง โดยใช้บ้านเป็นสตูดิโอ และได้ส่งเดโมเทปไปยังค่ายเพลงยักษ์อย่าง Universal ซึ่งอัลบั้มแรกของ เอค่อน Akon ก็ได้โด่งดังขึ้นในปี 2004 ชื่อว่า Trouble ที่มีการผสมผสานด้วยเสียงสไตล์แอฟริกันตะวันตก ผนวกกับจังหวะการผสมระหว่างฝั่งตะวันออกและใต้ ในผลงานชุดที่ 2 นั้น หนุ่ม เอคอน (เอค่อน Akon ) ยังควบตำแหน่งเอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ร่วมกับ ดีไวน์ สตีเฟ่นส์ (Devyne Stephens) อีกด้วย อัลบั้มนี้ใช้ชื่อว่า Konvicted ที่ เอคอน ตั้งมาจากความรู้สึกของตัวเอง ที่หลายคนตัดสินเขาผิดๆ จากภาพลักษณ์ภายนอก เปิดตัวด้วยซิงเกิลแรก Smack That ที่ได้หนุ่มผิวขาว เอมิเน็ม (Eminem) มาร้องแร็ปในเพลง ตามด้วยซิงเกิลที่สอง I Wanna Love You ก็ได้ สนู้ป ด็อกก์ (Snoop Dogg) มาเป็นนักร้องรับเชิญ ซึ่งเพลงนี้ก็ถูกรวมอยู่ในอัลบั้ม Tha Blue Carpet Treatment ของ สนู้ป ด็อกก์ ด้วย โดยใช้ชื่อเพลงว่า I Wanna Fuck You ซึ่งเนื้อเพลงนี้ฉบับที่เซ็นเซอร์แล้วจะแตกต่างกับฉบับที่ยังไม่เซ็นเซอร์ อาทิ จะใช้คำว่า Love แทนคำว่า Fuck ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีเพลงที่น่าสนใจ อาทิ ซิงเกิลที่สาม Don't Matter, Blown Away เพลงที่มี สไตล์ส พี (Styles P) มาร่วมร้องด้วย และ I Can't Wait ที่ร่วมร้องกับ ทีเพน (T-Pain)

Up | Down | Top | Bottom